รายละเอียดสถานที่
บ้านขุนพิทักษ์ บริหาร (บ้านเขียว)
บ้านผีสิงรายละเอียด
บ้านขุนพิทักษ์บริหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "บ้านเขียว" ตั้งอยู่ในอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโบราณสถานที่มีชื่อเสียงทั้งในแง่สถาปัตยกรรมที่งดงามและตำนานความลี้ลับที่ทำให้คอเรื่องสยองขวัญต้องรู้จักครับ
บ้านขุนพิทักษ์บริหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "บ้านเขียว" ตั้งอยู่ในอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโบราณสถานที่มีชื่อเสียงทั้งในแง่สถาปัตยกรรมที่งดงามและตำนานความลี้ลับที่ทำให้คอเรื่องสยองขวัญต้องรู้จักครับ
1. ประวัติ: คฤหาสน์หรูแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย
เจ้าของบ้าน: สร้างโดย ขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) นายอากรสุราผู้มั่งคั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านเป็นผู้ที่มีบารมีและใจบุญสุนทานในพื้นที่อำเภอผักไห่
สถาปัตยกรรม: เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ทรงปั้นหยา ผสมผสานศิลปะตะวันตก (สถาปัตยกรรมแบบคอโลเนียล) สังเกตได้จากลวดลายฉลุไม้ที่ประณีต และการที่บ้านหลังนี้ "ทาสีเขียว" ทั้งหลัง (ซึ่งเป็นสีที่ขุนพิทักษ์ฯ ชอบและเป็นสีประจำวันเกิด) จึงเป็นที่มาของชื่อ "บ้านเขียว"
จุดเด่น: ในสมัยนั้นบ้านหลังนี้ถือว่าทันสมัยมาก มีภาพเขียนสีประดับผนัง และตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อยซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก
2. การเปลี่ยนผ่านสู่ "บ้านร้าง"
หลังจากขุนพิทักษ์บริหารเสียชีวิตลงด้วยโรคชรา ครอบครัวมิลินทวนิชได้ย้ายไปพำนักที่กรุงเทพฯ และได้ยกบ้านหลังนี้ให้เป็นสมบัติของหลวง (กระทรวงการคลัง) เพื่อใช้เป็นที่ทำการหรือประโยชน์สาธารณะ แต่ด้วยระยะเวลาและการดูแลที่ยากลำบาก บ้านจึงถูกปล่อยให้ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา จนกลายเป็นบ้านร้างท่ามกลางแมกไม้
3. ตำนานความลี้ลับ: "บ้านเขียว" ในคำเล่าขาน
ความขลังของสถาปัตยกรรมและความเงียบสงัดทำให้เกิดเรื่องเล่าลี้ลับมากมาย:
เงาลึกลับ: มีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวบางส่วนเล่าว่าเห็นเงาร่างคนเดินอยู่บนบ้าน หรือนั่งอยู่ที่หน้าต่าง ทั้งที่บ้านถูกปิดตายไว้
เสียงฝีเท้า: บางคนได้ยินเสียงเดินบนพื้นไม้กระดาน หรือเสียงเปิด-ปิดหน้าต่างในยามวิกาล
บทพิสูจน์ความกล้า: บ้านเขียวเคยเป็นสถานที่ยอดนิยมของกลุ่มคนลองของและรายการผีต่างๆ ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความน่าสะพรึงกลัวให้กับสถานที่แห่งนี้
4. ปัจจุบัน: การบูรณะและแหล่งท่องเที่ยว
ปัจจุบัน กรมธนารักษ์และท้องถิ่นได้ทำการ บูรณะบ้านเขียว ให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง:
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น: บ้านถูกทำความสะอาดและจัดระเบียบใหม่ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
บรรยากาศ: แม้จะถูกบูรณะแล้ว แต่ความขลังของบ้านไม้โบราณและประวัติศาสตร์ที่ยาวนานยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสวยงามปนความลี้ลับให้มาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสายครับ
เราต้องย้อนไปดูรายละเอียดของชีวิตท่านขุนและการออกแบบบ้านที่มีนัยสำคัญทางสังคมในสมัยนั้นครับ
1. ชีวิตขุนพิทักษ์บริหาร: นายอากรผู้มั่งคั่ง
ขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) ไม่ได้เป็นเพียงข้าราชการทั่วไป แต่ท่านเป็น "นายอากร" (ผู้ผูกขาดการเก็บภาษี) สุราและเบ็ดเตล็ด ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ถือเป็นตำแหน่งที่มั่งคั่งมาก:
ความสัมพันธ์กับชุมชน: ท่านขุนเป็นผู้มีอุปการคุณต่อชาวผักไห่มาก ท่านสร้างศาลาการเปรียญ (ศาลาเหลือง) ให้วัดวิจิตรการนิมิตร (วัดขุนพิทักษ์) และช่วยเหลือชาวบ้านในยามยากลำบาก
ครอบครัว: ท่านมีภรรยาคือ นางล้อม มิลินทวนิช มีบุตรหลานหลายคน บ้านหลังนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับครอบครัวขยายและแขกบ้านแขกเมืองที่สัญจรผ่านทางแม่น้ำน้อย
2. สถาปัตยกรรม "เรือนปั้นหยา" ที่ล้ำสมัย
บ้านหลังนี้สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2450 ซึ่งเป็นช่วงที่สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มชนชั้นสูง:
พื้นชั้นล่าง: เดิมเป็นพื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่มาก (ปัจจุบันบางส่วนชำรุดไปตามกาลเวลา)
การระบายอากาศ: มีการใช้ "ไม้ฉลุลายขิง" (Gingerbread House) บริเวณเหนือประตูและหน้าต่าง เพื่อช่วยให้ลมพัดผ่านได้ดี เหมาะกับสภาพอากาศริมน้ำ
การทาสี: การใช้สีเขียวในสมัยนั้นถือว่าเป็นของแปลกและหรูหรา เพราะสีน้ำมันทาบ้านต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพงกว่าสีธรรมชาติทั่วไป
3. นัยสำคัญของ "เส้นทางแม่น้ำน้อย"
ในอดีต แม่น้ำน้อยคือเส้นทางเดินเรือหลักที่เชื่อมระหว่างกรุงศรีอยุธยากับหัวเมืองทิศเหนือ (สุพรรณบุรี, อ่างทอง):
การที่บ้านขุนพิทักษ์ฯ ตั้งอยู่ริมน้ำ และมีความสูงเด่นกว่าบ้านชาวบ้านทั่วไป เป็นการแสดงถึง "อำนาจบารมี" * มีเรื่องเล่าว่า เรือทุกลำที่ผ่านหน้าบ้านหลังนี้จะต้องชะลอความเร็วเพื่อเป็นการให้เกียรติท่านขุน
4. วาระสุดท้ายและการส่งมอบ "บ้านเขียว"
การเสียชีวิต: ขุนพิทักษ์บริหารเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2477 (อายุ 72 ปี) หลังจากท่านเสียชีวิต ทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกแบ่งปันให้ลูกหลาน
การยกให้เป็นสมบัติชาติ: ในปี พ.ศ. 2505 ทายาทตระกูลมิลินทวนิชเห็นว่าไม่มีใครกลับมาดูแลบ้านหลังนี้อย่างจริงจัง และไม่อยากให้บ้านทรุดโทรมไปมากกว่านี้ จึงตัดสินใจ "ยกบ้านให้หลวง" (กระทรวงการคลัง) โดยมีเงื่อนไขให้ใช้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ยุคโรงเรียน: ในช่วงหนึ่งบ้านหลังนี้เคยถูกใช้เป็นอาคารเรียนชั่วคราวและที่พักของครู ก่อนจะถูกปล่อยร้างเนื่องจากอาคารมีสภาพชำรุดหนักจนอาจเกิดอันตราย
5. ที่มาของ "ความเฮี้ยน" ในสายตาชาวบ้าน
เหตุผลที่บ้านหลังนี้ดูน่ากลัวในสายตาคนภายนอก ส่วนหนึ่งมาจาก:
ห้องที่ปิดตาย: มีการเล่ากันว่ามีห้องบางห้องที่ถูกปิดไว้ ไม่เปิดให้คนภายนอกเข้า (ซึ่งจริงๆ อาจเพื่อความปลอดภัยจากโครงสร้าง)
ต้นไม้ใหญ่: บริเวณรอบบ้านมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมจนแสงแดดส่องไม่ถึงในบางมุม ทำให้บรรยากาศดูอึมครึมตลอดเวลา
แหล่งเรียนรู้: มีป้ายประวัติบอกเล่าเรื่องราวของขุนพิทักษ์บริหารอย่างชัดเจน เพื่อเปลี่ยนจาก "บ้านผีสิง" ให้เป็น "บ้านประวัติศาสตร์" อย่างภาคภูมิใจครับ
Credit : Google
Credit : ไทยรัฐ
Credit : สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอผักไห่, สถานีตำรวจภูธรผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
Credit : https://mgronline.com/onlinesection
ตำแหน่งที่ตั้ง
เจ้าของสถานที่
เขียนรีวิว
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของคุณกับชุมชน
รีวิวจากผู้เยี่ยมชม
ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวสถานที่นี้!